วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2556

ภูผาเทิบ



ภูผาเทิบ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติมุกดาหาร ที่มีหินมาเทิบทับกันไว้ มีกลุ่มหินประกอบด้วยหินรูปร่างลักษณะต่างๆ วางซ้อนกัน อยู่อย่างวิจิตรพิสดาร บนลานหินกว้างและยาวเป็นสวนหินเปรียบเสมือนประติมากรรมธรรมชาติ ลักษณะโดยทั่วไปเป็น กลุ่มหิน รูปทรงหลายแบบวางซ้อนทับกันคล้ายกับ เพิงผาที่กันแดดกันลมได้ ซึ่งภาษาท้องถิ่นเรียกลักษณะเช่นนี้ว่า "เทิบ" บางอันมี รูปร่างคล้ายร่ม เห็ดขนาดใหญ่  หินบางก้อนมีรูปร่างคล้ายเครื่องบินไอพ่น รอบเท้าบู้ท เก๋งจีน มงกุฎ และคล้ายสถูป เป็นต้น สันนิษฐานว่าบริเวณ กลุ่มหินนี้ แต่ก่อนคงปกคลุมด้วยดิน เป็นภูเขาดินต่อมาถูกฝน ลมกัดเซาะพังทลายลงเรื่อยจึงมองเห็นหิน โผล่ข้นมาเป็นกลุ่มก้อน ในแต่ละฤดูจะมีดอกไม้ผลัดเปลี่ยนกันออกดอกตามฤดูกาลเพิ่มความงามให้กับภูผาเทิบอีกมาก ดอกไม้ที่ ขึ้นอยู่ตามซอกหิน ผา เช่น เอนอ้า เทียนหิน หรือดุสิตา และดอกกล้วยไม้ประเภทช้างน้าว  ตาลเหลือง

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

ดอกช้างน้าว

 


ดอกไม้ประจำจังหวัด

มุกดาหาร

ชื่อดอกไม้

ดอกช้างน้าว

ชื่อสามัญ

ชื่อวิทยาศาสตร์

Ochna integerrima (Lour.) Merr.

วงศ์

OCHNACEAE

ชื่ออื่น

กระแจะ (ระนอง), กำลังช้างสาร (กลาง), ขมิ้นพระต้น (จันทบุรี), ควุ (กะเหรี่ยง-นครสวรรค์), แง่ง (บุรีรัมย์), ช้างน้าว ตานนกกรด (นครราชสีมา), ช้างโน้ม (ตราด), ช้างโหม (ระยอง), ตาชีบ้าง (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), ตาลเหลือง (เหนือ), ฝิ่น (ราชบุรี), โว้โร้ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)

ลักษณะทั่วไป

ต้นสูง 3–8 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดรูปใบหอก ขอบใบจักถี่ ใบเรียบเกลี้ยงเป็นมัน ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง 2–8 ดอก มี 5–10 กลีบ สีเหลืองดอกร่วงง่าย มีกลิ่นหอมอ่อน ออกดอก เดือนมกราคม–พฤษภาคม ผลกลม เมื่อแก่เป็นสีดำมัน กลีบเลี้ยงยังคงติดอยู่บนผล แล้วเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นแดง

การขยายพันธุ์

เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง, ตัดชำ

สภาพที่เหมาะสม

ดินร่วน ระบายน้ำดี แสงแดดจัด

ถิ่นกำเนิด

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้



วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สะพานมิตรภาพ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่งทางบกในแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก  เชื่อมโยงจากทางตะวันออกคือ เมืองดานัง (เวียดนาม) ข้ามแม่น้ำโขงฝั่งลาวที่บริเวณบ้านนาแก เมืองไกสอน พมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต และข้ามมาประเทศไทยที่บริเวณบ้านสงเปือย ตำบลบางทราย จังหวัดมุกดาหาร และผ่านไปยังฝั่งตะวันตกที่ชายแดนไทย-พม่า ที่อำเภอแม่สอดและเมืองเมียวดี ก่อนไปสิ้นสุดที่เมืองมะละแหม่งของพม่า


มีพิธีวางศิลาฤกษ์ ตัวสะพานมีความยาว 1,600 เมตร กว้าง 12 เมตร เป็นคอนกรีตอัดแรงเช่นเดียวกับสะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 โครงสร้างเชิงลาดคอสะพานฝั่งไทยมีความยาว 250 เมตร และที่ฝั่ง สปป.ลาว มีความยาว 200 เมตร รวมความยาวทั้งสิ้น 2,050 เมตร กรรมสิทธิ์โครงการของแต่ละประเทศอยู่ที่จุดกึ่งกลางของสะพาน
โครงการสะพานแห่งนี้ไม่เพียงเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งที่จะเชื่อมเส้นทางต่าง ๆ ตามแผนพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกเท่านั้น แต่จะช่วยเชื่อมโยงการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เพิ่มโอกาสการเติบโตและพัฒนาทางเศรษฐกิจและการพาณิชย์ของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค และเอื้ออำนวยให้แต่ละประเทศสามารถให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลในทุก ๆ ด้าน บนพื้นฐานของความเป็นมิตรที่มีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นด้วย สำหรับประเทศไทยนั้น จะสามารถได้ประโยชน์ด้านการเพิ่มโอกาสการพัฒนา และส่งเสริมการค้า การจ้างงาน การลงทุนและการท่องเที่ยวในจังหวัดมุกดาหาร และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยรวม นอกจากนั้น สะพานนี้จะเอื้ออำนายต่อการที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ากับจีน
  

 เป็นสะพานมิตรภาพที่มีผู้คนนิยมใช้ข้ามไปฝังซ้ายมาที่สุด และยังป็นสถานที่ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดมุกดาหาร และเป็นที่มาของข่าวพญานาคที่ว่ามีผู้คนเห็นพญานาคม้วนตัวรอบเสาที่ 3   จึงมีความเชื่อว่าที่นั้นมีพญานาคอาศัยอยู่ชาวมุกดาหารจึงได้ร่วมกันสร้างรูปพญานาคขึ้นที่


วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ศาลเจ้าแม่สองนางพี่น้อง

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สิ่งน่ารู้อีกที่หนึ่งของจังหวัดมุกดาหารโบสถ์วัดสองคอน

โบสถ์วัดสองคอนนั้นตั้งอยู่ที่ อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร ซึ่งห่างจากตัวจังหวัดไปประมาณ 40 กิโลเมตร เดิมวัดสองคอนนี้มีชื่อว่า วัดพระแม่ไถ่ทาส ที่ชื่อนี้ก็เพราะเกิดจากการพลีชีพเพื่อปกป้องศาสนาของนักบุญและผู้ศรัทธาในศาสนาคริสต์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งไทยนั้นมีข้อพิพาทกับฝรั่งเศส จนกลายมาเป็นปัญหาในทางศาสนาในที่สุด วัดแห่งนี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับให้คนรุ่นหลังๆ ได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นในอดีต

ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ สถาปัตยกรรมของตัวโบสถ์ เพราะเป็นตัวอาคารที่ออกแบบได้สวยงามแปลกตาตามแนวสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงกับได้รางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ปี 2539 ภายในนั้นได้จำลองร่างของนักบุญและผู้ศรัทธาทั้ง 7 คน ไว้เพื่อให้คริสต์ศาสนิกชนรวมถึงนักท่องเที่ยวได้เดินทางมาสักการะ และข้างๆ ตัวโบสถ์นั้นยังมีบ้านไม้และยุ้งข้าวในสมัยก่อนไว้ให้ชมกันอีกด้วยครับ และในทุกปีนั้นที่วัดสองคอนนี้จะมีการจัดงานฉลองบุญราศีขึ้น 2 ครั้งด้วยกัน โดยครั้งที่ 1 นั้นจะจัดขึ้นตรงหรือใกล้เคียงกับวันที่ 22 ต.ค. และครั้งที่ 2 นั้นจะจัดขึ้นในวันที่ 16 ธ.ค.

วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555

พิธีแห่อัญเชิญถ้วยพระราชทานทางน้ำพร้อมพิธี ตีช้างน้ำนอง

                         
 พิธีแห่อัญเชิญถ้วยพระราชทานทางน้ำพร้อมพิธี ตีช้างน้ำนอง

เมื่อวันที่ 28 ต.ต. นายบุญยืน คำหงส์ รองผวจ.มุกดาหาร เป็นประธานเปิดงานประเพณีแข่งเรือออกพรรษา ที่แม่น้ำโขง จ.มุกดาหาร โดยมีนายไกสอน คูนลาดสุวันนะวง รอง เจ้าแขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นำประชาชนเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทำให้บรรยากาศคึกคักไปด้วยประชาชนจากสองฝั่งโขงเป็นจำนวนมาก ขณะที่ในปีนี้ จ.มุกดาหาร โดยเทศบาลเมืองมุกดาหารร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มุกดาหาร และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 ต.ค. จากนั้นชาวจ.มุกดาหาร จะเดินทางไปร่วมงานบุญส่วงเฮือที่ แขวงสะหวันนนะเขต ในวันที่ 31 ตุลาคม2555 ซึ่งถือปฏิบัติต่อเนื่องกันมาในช่วงเทศกาลออกพรรษาเป็นประจำทุกปี สำหรับกิจกรรมในวันนี้ นอกจากจะมีการประกวดแห่เรือทางบกของชาวชุมชนใน จ.มุกดาหารแล้ว ในวันแรกของงานยังมีพิธีเบิกน่านน้ำ โดยเจ้าเมืองทั้งสองแห่งจะร่วมในพิธีอัญเชิญเจ้าพ่อเจ้าฟ้ามุงเมือง ลงประทับเรือเจ้าฟ้ามุกดาสวรรค์ พายไปรอบบริเวณสถานที่จัดงาน เพื่อให้ประชาชนได้สักการบูชา และสร้างความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ยังมีการประกวดแห่เรือทางเพื่ออนุรักษ์ประเพณีโบราณไว้ ส่วนวันที่สองและสาม จะมีการแข่งเรือทั้งในรุ่นเล็ก รุ่นกลางและรุ่นใหญ่ โดยเฉพาะรุ่นใหญ่ ซึ่งจะแข่งในวันสุดท้าย เป็นการชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และจังหวัดมุกดาหารจะประกอบพิธีแห่อัญเชิญถ้วยพระราชทานทางน้ำพร้อมพิธี ตีช้างน้ำนอง ซึ่งถือเป็นแห่งเดียวในโลกที่ยังคงสืบสานสิ่งดีงามอันล้ำค่าให้คงอยู่ต่อไป.